2007/Oct/07

ไตวาย , renal failure


ภาวะไตวาย (Renal failure)
ภาวะไตวาย (ไตล้ม ไตไม่ทำงาน ก็เรียก) หมายถึงภาวะที่เนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำงานไม่ได้หรือได้น้อยกว่าปกติ ทำให้น้ำและของเสียไม่ถูกขับออกมา จึงเกิดการคั่งจนเป็นพิษต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อดุลย์ของอิเล็กโทรไลต์ และความเป็นกรดด่างในเลือด รวมทั้งเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนบางชนิดที่ไตสร้าง การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้นำไปสู่อาการผิดปกติของอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย
ภาวะไตวายสามารถแบ่งเป็น ไตวายเฉียบพลัน (มีอาการเกิดขึ้นฉับพลัน และเป็นอยู่นานเป็นวันและเป็นสัปดาห์) กับไตวายเรื้อรัง (ค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อยนานเป็นแรมเดือน แรมปี)
โรคนี้จัดเป็นภาวะที่มีอันตรายร้ายแรง พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไตวายเรื้อรัง จะพบได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากขึ้น เนื่องจากจะมีโอกาสเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ (เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต โรคติดเชื้อ ฯลฯ) ที่มีภาวะแทรกซ้อนต่อไต หรือมีการใช้ยาที่มีพิษต่อไตมากขึ้น
สาเหตุ


ไตวายเฉียบพลัน (acute renal failure)

อาจมีสาเหตุมาจากโรคไตโดยตรงหรือภาวะผิดปกติที่อยู่นอกไต ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตก็ได้ เช่น
-ภาวะช็อกจากปริมาตรของเลือดลดลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง เช่น การตกเลือด, การสูญเสียน้ำ (เช่น ท้องเดินรุนแรง), ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ฯลฯ
-โรคหัวใจและหลอดเลือดที่มีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย, ภาวะหัวใจวาย, ความดันโลหิตสูงรุนแรง
-การติดเชื้อรุนแรง เช่น มาลาเรีย, เล็ปโตสไปโรซิส, ภาวะโลหิตเป็นพิษ
-โรคไต เช่น หน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน
-ความผิดปกติของหลอดเลือดในไต เช่น หลอดเลือดแดงไตตีบ (renal artery stenosis), ภาวะมีสิ่งหลุด (ลิ่มเลือด) อุดตันในหลอดเลือดแดงไต (renal embolism)
-การอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วในทางเดินปัสสาวะ, ท่อไตถูกผูกโดยความเผอเรอจากการผ่าตัดในช่องท้อง, ต่อมลูกหมากโต, ท่อปัสสาวะตีบ, เนื้องอกของกระเพาะปัสสาวะ
-งูพิษกัด เช่น งูแมวเซาหรืองูทะเลกัด
-ผลข้างเคียงจากยาหรือสารเคมี เช่น ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์, ยาต้านเอซ, ซัลฟา, คาน่าไมซิน, เจนตาไมซิน, อะมิคาซิน, ไซโคลสปอรีน, แอมโฟเทอริซินบี, สารไอโอดีนที่ใช้ฉีดในการตรวจเอกซเรย์พิเศษ เป็นต้น
-ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ เช่น ครรภ์เป็นพิษ, รกลอกตัวก่อนกำหนด
-อื่นๆ เช่น ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก, ตับวาย



ไตวายเรื้อรัง (chronic renal failure)

ส่วนใหญ่มักเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ที่ขาดการรักษาอย่างจริงจัง
อาจเกิดจากโรคไตเรื้อรัง เช่น หน่วยไตอักเสบ, กรวยไตอักเสบเรื้อรัง, โรคไตเนโฟรติก, นิ่วไต, โรคไตเป็นถุงน้ำมาตั้งแต่กำเนิด (polycystic kidney disease) ซึ่งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม
นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากโรคเกาต์, เอลแอลอี, ภาวะยูริกในเลือดสูง, ภาวะแคลเซี่ยมในเลือดสูง, โรคเอดส์, พิษจากยา (เช่น ยาแก้ปวดลดไข้-เฟนาซิติน, เฟนิลบิวตาโซล, ลิเทียม, ไซโคลสปอรีน, ยาต้านมะเร็ง ฯลฯ), พิษจากสารตะกั่วหรือแคดเมียม เป็นต้น


อาการ
ไตวายเฉียบพลัน อาการเด่นชัด คือ มีปัสสาวะออกน้อยกว่า 400 มิลลิลิตรใน 24 ชั่วโมง หรือไม่มีปัสสาวะออกเลย (ไม่มีอาการปวดปัสสาวะ และสวนปัสสาวะ ก็ไม่มีปัสสาวะออกมามากกว่านี้) ต่อมาไม่นานผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา ในที่สุดผู้ป่วยจะมีอาการซึม สับสน ชัก และหมดสติ
ผู้ป่วยอาจมีประวัติใช้ยา หรือมีอาการเจ็บป่วย (เช่น ไข้ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต งูกัด ตกเลือด ภาวะช็อกจากสาเหตุต่างๆ) นำมาก่อน


ไตวายเรื้อรัง อาการขึ้นกับความรุนแรงของโรค โดยในระยะแรกอาจไม่มีอาการให้สังเกตได้ชัดเจน และมักจะพบจากการตรวจเลือด (พบว่ามีระดับครีอะตินินและบียูเอ็นสูง) ในขณะตรวจเช็กสุขภาพหรือมาพบแพทย์ด้วยโรคอื่น
ผู้ป่วยจะมีอาการชัดเจนเมื่อเนื้อไตทั้ง 2 ข้างถูกทำลายจนทำหน้าที่ได้น้อยกว่าร้อยละ 5 ของไตผิดปกติ โดยจะสังเกตว่ามีปัสสาวะออกมาก และปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดินบ่อย นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ขาดสมาธิ ตามัว ผิวหนังแห้งและมีสีคล้ำ คันตามผิวหนัง ชาตามปลายมือปลายเท้า
บางรายอาจมีอาการหอบเหนื่อย สะอึก เป็นตะคริว ใจหวิว ใจสั่น เจ็บหน้าอก บวม หรือมีเลือดออกตามผิวหนังเป็นจุดแดงจ้ำเขียว หรืออาเจียนเป็นเลือด เมื่อเป็นถึงขั้นสุดท้าย ผู้ป่วยจะมีอาการซึม ชักหมดสติ


สิ่งที่ตรวจพบ
ไตวายเฉียบพลัน อาจตรวจไม่พบอะไร นอกจากอาการของโรคที่เป็นสาเหตุ (เช่น ความดันต่ำและชีพจรในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อก, อาการดีซ่านในผู้ป่วย, โรคตับ, ไข้ในผู้ป่วยมาลาเรียหรือโรคติดเชื้อ เป็นต้น)
บางรายอาจพบอาการซีด หายใจหอบลึก ความดันโลหิตสูง มือจีบเกร็งหรือเป็นตะคริว หรือใช้เครื่องฟังตรวจปอดได้ยินเสียงกรอบแกรบ (crepitation)
ในระยะท้าย อาจพบอาการซึม ชัก หมดสติ


ไตวายเรื้อรัง จะมีสิ่งตรวจพบเมื่อเป็นโรคในระยะรุนแรงมากแล้ว ได้แก่ อาการซีด ความดันโลหิตสูง ผิวหนังและมีสีคล้ำ จุดแดงจ้ำเขียวตามผิวหนังบางรายอาจพบอาการเท้าบวม (กดบุ๋ม) ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือใช้เครื่องฟังตรวจปอดได้ยินเสียงกริบแกรบ (crepitation)


อาการแทรกซ้อน

ไตวายเฉียบพลัน เนื่องจากไตขับน้ำไม่ได้ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำในกระแสเลือด (hypervolemia) เป็นผลทำให้เกิดความดันเลือดสูง และภาวะหัวใจวายตามมา
นอกจากนี้ยังเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (เนื่องจากไตขับสารนี้ได้น้อยลง) อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหยุดเต้นได้, ภาวะเลือดเป็นกรด (เนื่องจากขับกรดที่ได้รับจากการเผาผลาญโปรตีนได้น้อยลง) ทำให้มีอาการหายใจหอบลึก, ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง (เช่น ซึม ชัก) เนื่องจากภาวะยูรีเมีย (uremia), ภาวะเลือดออก เนื่องจากเกล็ดไม่จับตัว ทำให้มีเลือดออกง่าย, อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis) เกิดการคั่งของสารยูบีเอ็น (ยูบีเอ็นมากกว่า 100 มิลลิกรัม ต่อเลือด 100 มิลลิลิตร) จะมีอาการไข้สูง เจ็บหน้าอก, ภาวะติดเชื้อง่าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษตาม
ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวข้างต้นล้วนมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ยังอาจพบภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่มีความรุนแรงไม่มาก ได้แก่ ภาวะซีดเนื่องจากไตสร้างสารอีริโทรพอยเอทิน (erythropoietin) ไม่ได้สารนี้มีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อขาดก็ทำให้สร้างเม็ดเลือดแดงไม่ดี, ภาวะฟอสเ ฟตในเลือดสูง, ภาวะยูริกในเลือดสูง


ไตวายเรื้อรัง นอกจากจะพบภาวะแทรกซ้อนแบบเดียวกับไตวายเฉียบพลันแล้ว ยังอาจพบปอดอักเสบ, เยื่อหุ้มปอดอักเสบ, ปลายประสาทอักเสบ (ชาปลายมือปลายเท้า), โรคกระเพาะ, ภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง, ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกิน (hyperparathyroidism), ภาวะกระดูกอ่อน (osteomalacia), ต่อมอัณฑะทำงานน้อย, ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย (impotence), ประจำเดือนผิดปกติ หรือประจำเดือนขาด


การรักษา
1.หากสงสัยเป็นไตวายเฉียบพลัน ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ผู้ป่วยจะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
มักจะวินิจฉัยโดยการตรวจเลือด (พบระดับบียูเอ็นและครีอะตินินสูงกว่าปกติ ยิ่งสูง
มากก็แสดงว่าโรคยิ่งรุนแรง, ระดับโพแทสเซียม ฟอสเฟตและแมกนีเซียมสูง, ระดับแคลเซียมต่ำ, เลือดมีภาวะเป็นกรด, ระดับฮีโมโกลบินต่ำ) ตรวจปัสสาวะ (พบสารไข่ขาว, น้ำตาล, เม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว), เอกซเรย์, อัลตราซาวนด์ และตรวจพิเศษอื่นๆ ถ้าจำเป็น
การรักษา ให้การรักษาโรคหรือภาวะที่เป็นสาเหตุ และแก้ไขภาวะผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่นจำกัดปริมาณของน้ำ โซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม และโปรตีน, ฉีดยาขับปัสสาวะ-ฟูโรซีไมด์, ให้โซเดียมไบคาร์บอเนต แก้ภาวะเลือดเป็นกรด, ให้เลือดในรายที่ตกเลือดเป็นต้น
ถ้าจำเป็นอาจต้องทำการฟอกล้างของเสียหรือไดอะไลซีส (dialysis)
ผลการรักษาขึ้นกับสาเหตุที่พบ ถ้าเกิดจากการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ, ภาวะช็อกจากปริมาตรของเลือดลดลง, โรคติดเชื้อ, พิษจากยาบางชนิด ก็อาจมีทางรักษาให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตาม ภาวะไตวายเฉียบพลันมักเกิดขึ้นรวดเร็ว และมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง จึงมีโอกาสเป็นอันตรายถึงตายได้ค่อนข้างสูง


2.หากสงสัยเป็นไตวายเรื้อรัง ควรส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ อัลตาซาวนด์ หรือตรวจพิเศษอื่นๆ บางรายอาจต้องทำการเจาะเนื้อไตออกพิสูจน์ (renal biopsy)
ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง นอกจากจะตรวจพบระดับบียูเอ็นและครีอะตินินในเลือดสูง รวมทั้งการ
เปลี่ยนแปลงของระดับเกลือแร่ในเลือดแบบเดียวกับที่พบในภาวะไตวายเฉียบพลันแล้วยังตรวจพบจากเอกซเรย์ หรืออัลตราซาวนด์ว่า ไตทั้ง 2 ข้างฝ่อตัว (ขนาดน้อยกว่า 10 เซนติเมตร)
การรักษา ถ้ามีสาเหตุชัดเจนก็ให้รักษาโรคที่ เป็นสาเหตุ (เช่น ให้ยาควบคุมโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ ผ่าตัดนิ่วในไต เป็นต้น )


นอกจากนี้ ยังต้องรักษาภาวะผอดปกติต่างๆ ที่เป็นผลมาจากไตวาย เช่น
*จำกัดปริมาณโปรตีนที่กินไม่เกินวันละ 40 กรัม ( ไข่ไก่ 1 ฟอง มีโปรตีน 6-8 กรัม , นมสด 1 ถ้วยมีโปรตีน 8 กรัม , เนื้อสัตว์ 1 ขีด มีโปรตีน 23 กรัม
*จำกัดปริมาณน้ำที่ดื่ม โดยคำนวณจากปริมาณปัสสาวะต่อวันบวกกับน้ำที่เสียไปทางอื่น ( ประมาณ 800 มิลลิลิตรต่อวัน ) เช่น ถ้าผู้ป่วยมีปัสสาวะ 600 มิลลิลิตรต่อวัน น้ำที่ควรได้รับเท่ากับ 600 มิลลิลิตร + 800 มิลลิลิตร ( รวมเป็น 1,400 มิลลิลิตรต่อวัน ) เป็นต้น
*จำกัดปริมาณโซเดียมที่กิน ถ้ามีอาการบวมหรือมีปัสสาวะน้อยกว่า 800 มิลลิลิตรต่อวัน ควรงด อาหารเค็ม งดใช้เครื่องปรุง ( เช่น น้ำปลา ซีอิ้ว ซอสทุกชนิด ) ผงชูรส สารกันบูด อาหารที่ใส่ผงฟู อาหารกระป๋อง น้ำพริก กะปิ ปลาร้า ของดอง หนำเลี้ยบ
*จำกัดปริมาณโพแทสเซียมที่กิน ถ้ามีปัสสาวะน้อยกว่า 800 มิลลิลิตรต่อวัน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือโพแทสเซียมสูง เช่น ผลไม้แห้ง ส้ม มะละกอ มะขาม มะเขือเทศ น้ำมะพร้าว ถั่ว สะตอ มันทอด หอย เครื่องในสัตว์ เป็นต้น
*หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้โพแทสเซียมในเลือดสูง เช่น อะมิโลไรด์ ( amiloride ) , ไตรแอมเทอรีน ( triamterene ) , สไปโรโนแล็กโทน ( spironolactone ) , ยาต้านเอซ(ACE inhibitor), ยาที่เข้าสารโพแทสเซียม เป็นต้น
*จำกัดปริมาณแมกนีเซียมที่กิน ด้วยการงดยาลดกรดที่มีเกลือแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์
*ถ้ามีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง หรือภาวะเลือดเป็นกรด ให้กินยาเม็ดแคลเซียมคาร์บอเนต ( 650 มิลลิกรัม ) ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง
*ถ้าบวม ให้ยาขับปัสสาวะ-ฟูโรซีไมด์furosemide
*ถ้ามีความดันโลหิตสูง , ภาวะหัวใจวาย ก็ให้ยารักษาภาวะเหล่านี้
*ถ้าซีด อาจด้องให้เลือด บางรายแพทย์อาจสั่งให้ฉีดฮอร์โมนอีริโทรพอยเอทิน เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ( ยานี้มีราคาแพง และ อาจทำให้ความดันโลหิตสูง )
สำหรับผู้ป่วยที่ไตวายเรื้อรังระยะท้าย ( มักมีระดับครีอะตินินและบียูเอ็นในเลือดสูงเกิน 10 และ 100 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร ) การรักษาทางยาจะไม่ได้ผล จำเป็นต้องทำการฟอกล้างของเสีย หรือไดอะไลซิส ( dialysis ) ซี่งมีอยู่หลายวิธีได้แก่
*การฟอกล้างของเสียทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง ( continuous ambulatory peritoneal dialysis / CAPD ) วิธีนี้แพทย์สามารถฝึกให้ผู้ป่วยทำเองที่บ้านได้นับว่าสะดวก แต่ต้องทำการเปลี่ยนถุงน้ำยาวันละ 4 ครั้งทุกๆวันตลอดไป และแพทย์จะนัดมาเลี่ยนสายน้ำยาที่ใช้ฟอดล้างของเสียทุก 1 เดือน ผู้ป่วยสามารถทำงานและปฏิบัติภารกิจได้เหมือนคนปกติ


*การฟอกล้างของเสียทางเลือด (hemodialysis) นิยมเรียกว่า การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือ การทำไตเทียม ผู้ป่วยต้องไปทำที่โรงพยาบาล สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
การทำการฟอกล้างของเสียทั้ง 2 วิธี จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี (สามารถทำงาน ออกกำลังกาย และมีเพศสัมพันธ์ได้เช่นคนปกติ) มีชีวิตยืนยาวขึ้น บางรายอาจอยู่ได้นานเกิน 10 ปีขึ้นไป แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง
ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะท้ายบางรายแพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไตหรือเปลี่ยนไต (renal transplantation) ซึ่งนับว่าเป็นวิธีรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนคนปกติ และมีอายุยืนยาว (อายุการทำงานของไตใหม่ ร้อยละ 18-55 อยู่ได้นาน 10 ปี) แต่การปลูกถ่ายไตเป็นวิธีรักษาที่ยุ่งยาก ราคาแพง และจะต้องหาไตจากญาติสายตรงหรือผู้บริจาคที่มีไตเข้าได้กับเนื้อเยื่อของผู้ป่วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ป่วยอาจต้องทำการฟอกล้างของเสียไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหาไตที่เข้ากันได้ นอกจากนั้น ภายหลังการปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยต้องกินยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น สเตอรอยด์, ไซโคลสปอริน, อะซาไทโอพรีน) ทุกวันตลอดไป เพื่อป้องกันมิให้ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านไตใหม่

ข้อแนะนำ
1. ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ควรติดต่อกับแพทย์อย่าได้ขาด ควรกินยาและปฏิบัติตัว รวมทั้งการควบคุมอาหารตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอายุยืนยาวต่อไปอีกนาน
2. ผู้ป่วยไม่ควรปรับขนาดยาเอง หรือซื้อยากินเอง เพราะยาบางชนิดอาจมีพิษต่อไต หรืออาจต้องปรับลดขนาดยาลงจากที่ใช้ในคนปกติ รวมทั้งไม่ควรกินยาหม้อหรือยาต้มที่ประกอบด้วยสมุนไพรชนิดต่าง ๆ เพราะอาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง การใช้ยาเองอย่างผิด ๆ อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
3. ไตวายเป็นภาวะที่มีผลแทรกซ้อนร้ายแรงต่อร่างกาย ถ้าเป็นเรื้อรังมักจะมีความยุ่งยากและสิ้นเปลืองในการรักษา ดังนั้น จึงควรหาทางป้องกันมิให้เป็นโรคนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือความดัน ควรรักษาตัวอย่างจริงจังจนสามารถควบคุมโรคได้ จะได้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นไตวายแทรกซ้อน
4. การปลูกถ่ายไตเป็นวิธีการรักษาภาวะไตวายเรื้อรังระยะท้ายที่ดีที่สุดในปัจจุบัน จึงควรรณรงค์ให้ผู้คนทั่วไปหันมาบริจาคไตกันให้มากขึ้น จะได้มีไตบริจาคช่วยเหลือให้ผู้ป่วยพ้นจากความทุกข์ทรมานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นคนปกติ


การป้องกัน
1. ตรวจเช็คดูว่า เป็นความดันโลหิตสูง, เบาหวาน และโรคเกาต์ หรือไม่ ถ้าเป็นต้องรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนสามารถควบคุมระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลและยูริกในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
2. เมื่อเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (เช่นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ) หรือมีภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ (เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต) จะต้องทำการรักษาให้หายขาด
3. เมื่อป่วยเป็นโรคติดเชื้อ งูกัด หรือท้องเดิน ต้องรีบรักษา อย่าปล่อยจนเกิดภาวะช็อก ซึ่งมีผลทำให้ไตวายตามมาได้
4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อไต และระมัดระวังการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีเลือดไปเลี้ยงไตไม่ดี (เช่นตับแข็ง, หัวใจวาย, หลอดเลือดแดงไตตีบ, ภาวะช็อกจากปริมาตรของเลือดลดลง)
ผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายควรระมัดระวังการในการใช้ยา
คุณสมบัติของผู้ป่วยที่จะรับการปลูกถ่ายไต
๐ อายุไม่เกิน 55 ปี ถ้าอายุมาก การผ่าตัดมักจะไม่ค่อยได้ผลเนื่องจากหลอดเลือดแข็ง
๐ ไม่มีโรคที่สำคัญ เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ โรคมะเร็ง เป็นต้น
๐ ไม่เป็นโรคติดเชื้อ เนื่องจากหลังปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยต้องกินยากดภูมิคุ้มกัน อาจทำให้โรคติดเชื้อลุกลามอย่างรุนแรงได้
๐ มีจิตใจหนักแน่นมั่นคง เพราะหลังผ่าตัดอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้หลายอย่าง จึงต้องพร้อมที่จะต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้
๐ มีความมุ่งมั่นในการรักษาสุขภาพให้ดี และสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกินยาอย่างเคร่งครัด


ที่มา ตำราจุฬาอายุรศาสตร์ 4

http://www.thaihealth.net/h/encyclopedia-10017.html


edit @ 2007/10/07 18:01:14

Comment

Comment:

Tweet


9xdct5 <a href="http://runinuiclvka.com/">runinuiclvka</a>, amebfhxinxcn, [link=http://ykzwhfnmcxyw.com/]ykzwhfnmcxyw[/link], http://jrnoqbyfvqft.com/
#3 by hWdmhzJlxRMd (103.7.57.18|213.111.184.210) At 2013-03-26 23:04,
Z5OP8V <a href="http://kwhwxwehiact.com/">kwhwxwehiact</a>, [url=http://gmlegyibytci.com/]gmlegyibytci[/url], [link=http://ernpcqynuzwh.com/]ernpcqynuzwh[/link], http://ioavtsoxvasl.com/
#2 by ekrhdti (193.105.248.70) At 2010-10-20 05:22,
เกี่ยวกะยาลูกกลอนด้วยมั้ย

อยากรู้จังปกติแล้วเลือนมีสถานะเป็นยังไงหากคนเราปกติอยู่แล้วสารอินโทรพอยเอทินเข็มเท่าไรเหรอconfused smile
#1 by กาซะลอง (118.175.195.190) At 2010-10-14 06:38,

* * * ตุ้ย * * *
View full profile